ฟิล์มกันรอยเป็นอุปกรณ์เสริมชิ้นสำคัญที่ช่วยปกป้องหน้าจอมือถือจากรอยขีดข่วน และถ้าเลือกให้ดีก็สามารถช่วยปกป้องหน้าจอจากการแตกร้าวได้ แต่ในปัจจุบัน สมาร์ตโฟนมีการพัฒนาไปไกลมาก ทั้งหน้าจอโค้ง ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้จอ และเทคโนโลยีการแสดงผลที่สมจริง ทำให้การเลือกฟิล์มกันรอยไม่ได้ดูแค่เรื่องกันรอยขีดข่วนอย่างเดียวอีกต่อไป

วันนี้ OfficeMate (OFM) จะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับฟิล์มกันรอยมือถือแต่ละประเภท พร้อมตารางเปรียบเทียบ และคำแนะนำในการเลือกซื้อว่า ฟิล์มกันรอยแบบไหนจะคุ้มค่า และตอบโจทย์การใช้งานของคุณมากที่สุด! ไปดูกันเลย

เจาะลึก 7 ประเภทฟิล์มกันรอยมือถือ ยอดนิยมยุคปัจจุบัน

เพื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น มาดูตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเด่นของฟิล์มแต่ละประเภทกันก่อนค่ะ

ประเภทฟิล์มการกันกระแทกการลดแสงสะท้อนความคมชัดของจอการสแกนนิ้วใต้จอเหมาะกับใคร
ฟิล์มกระจกนิรภัยดีเยี่ยม (5/5)ปานกลางดีเยี่ยมปานกลาง (ขึ้นอยู่กับความหนา)คนซุ่มซ่าม ทำตกบ่อย เน้นกันจอแตก
ฟิล์ม AR (มาใหม่!)ปานกลางดีเยี่ยม (5/5)ดีเยี่ยม (5/5)ดีเยี่ยมสายดูซีรีส์, ทำงานกลางแจ้ง, ชอบจอชัด
ฟิล์มไฮโดรเจลปานกลางปานกลางดีเยี่ยมดีเยี่ยม (5/5)คนใช้มือถือจอโค้ง, ชอบฟิล์มบางแนบจอ
ฟิล์มด้าน (Matte)ค่อนข้างน้อยดีลดลงเล็กน้อย (จอมัว)ดีเยี่ยมสายเกมเมอร์ ชอบทัชลื่น ลดรอยนิ้วมือ
ฟิล์มใส (PET/TPU)ค่อนข้างน้อยน้อยดีเยี่ยมดีเยี่ยมเน้นประหยัด, เปลี่ยนฟิล์มบ่อย
ฟิล์มกันเผือก (Privacy)ขึ้นอยู่กับวัสดุฐานปานกลางลดลง (จอจะมืดลง)ปานกลางคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ

1. ฟิล์มกระจกนิรภัย (Tempered Glass)

ฟิล์มกระจกมีความหนามากกว่าฟิล์มกันรอยแบบพลาสติกทั่วไป ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันรอยขีดข่วนแล้ว ยังช่วยป้องกันหน้าจอมือถือแตกร้าวจากการตกหรือกระแทกได้เป็นอย่างดี โดยในตลาดจะมีให้เลือก 2 รูปแบบหลักๆ คือ

  • ฟิล์มกระจกแบบไม่เต็มจอ: เมื่อติดลงบนมือถือ ขอบฟิล์มจะยาวไม่สุดขอบหน้าจอ เหลือพื้นที่เล็กน้อยประมาณ 1-2 มิลลิเมตร แม้จะไม่สามารถปกป้องบริเวณขอบจอได้เต็มที่ แต่ข้อดีคือ สามารถใส่กับเคสโทรศัพท์ได้ทุกรูปแบบ (Case-Friendly) ไม่ต้องกลัวว่าเคสจะดันขอบฟิล์มจนลอย
  • ฟิล์มกระจกแบบเต็มจอ: ปกป้องได้เต็มหน้าจอจรดขอบ ช่วยป้องกันหน้าจอแตกจากการตกมุมได้ดี แต่ขอบฟิล์มที่หนาขึ้นอาจทำให้ไม่สามารถใช้งานร่วมกับเคสกันกระแทกบางประเภทที่มีขอบหนาได้

💡 ข้อควรรู้: เวลาเลือกซื้อฟิล์มกระจก ให้มองหาสัญลักษณ์ความแข็งแกร่งระดับ 9H หรือ 9H+ ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนจากเศษกุญแจหรือเหรียญในกระเป๋าได้เป็นอย่างดี

2. ฟิล์ม AR (Anti-Reflection)

หากคุณเคยเจอปัญหาติด “ฟิล์มด้าน” แล้วช่วยลดแสงสะท้อนได้จริง แต่ต้องแลกมากับหน้าจอที่ดูมัว เป็นเม็ดทราย และสีสันดรปลงไป “ฟิล์มกันรอยแบบ AR” คือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้

  • ฟิล์มประเภทนี้ใช้เทคโนโลยีการเคลือบสารต่อต้านการสะท้อนของแสง (Anti-Reflection Coating) แบบเดียวกับที่ใช้ในเลนส์กล้องถ่ายรูปหรือแว่นตาระดับไฮเอนด์
  • จุดเด่น: สามารถหักเหและลดแสงสะท้อนจากหลอดไฟหรือแสงแดดภายนอกได้ดีเยี่ยม ทำให้มองเห็นหน้าจอได้ชัดเจนแม้ใช้งานกลางแจ้ง โดยที่ยังคงความใส ความคมชัด และสีสันที่สดใสของหน้าจอเดิมไว้ได้ 100% ไม่ทำให้จอมัวเพี้ยนเป็นเม็ดทรายเหมือนฟิล์มด้านทั่วไป
  • ข้อสังเกต: มีราคาสูงกว่าฟิล์มทั่วไป และสารเคลือบ AR อาจค่อยๆ เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานหากเช็ดถูด้วยสารเคมีรุนแรง

3. ฟิล์มไฮโดรเจล (Hydrogel Film)

ฟิล์มไฮโดรเจล หรือที่เรียกกันว่า ‘ฟิล์มน้ำ’ ทำมาจากวัสดุพิเศษที่มีความบางเฉียบ เนื้อฟิล์มมีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถโค้งรับไปกับหน้าจอมือถือได้ดีเยี่ยม จึงนิยมมากในกลุ่มผู้ใช้สมาร์ตโฟน “จอโค้ง”

  • จุดเด่น: ติดเรียบเนียนสนิทไปกับหน้าจอ คงสีสันและความคมชัดได้ดี และจุดเด่นสำคัญคือมีคุณสมบัติ Self-Healing หรือการสมานรอยขีดข่วนเล็กๆ (เช่น รอยขนแมว) ให้จางหายไปได้เองเมื่อโดนความร้อน
  • ข้อสังเกต: ช่วยกระจายแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่ง แต่ประสิทธิภาพในการกันจอแตกจากการตกกระแทกอย่างรุนแรงยังเป็นรองฟิล์มกระจกนิรภัย

4. ฟิล์มกระจก UV

เป็นฟิล์มกระจกที่ออกแบบมาเพื่อมือถือจอโค้งโดยเฉพาะ แผ่นฟิล์มจะไม่มีกาวในตัว แต่การติดตั้งจะใช้วิธีหยอดน้ำยากาวชนิดพิเศษลงบนหน้าจอ วางแผ่นกระจก แล้วนำไป ฉายด้วยแสง UV เพื่อให้น้ำยากาวเซ็ตตัวและยึดแน่น

  • จุดเด่น: แผ่นฟิล์มจะเคลือบแนบสนิทไปกับส่วนโค้งของหน้าจอทุกด้านอย่างแน่นหนา ใช้งานได้ยาวนาน ไม่หลุดลอยง่าย และกันกระแทกได้ดีเยี่ยม
  • ข้อสังเกต: มีราคาสูงและติดตั้งยาก แนะนำให้ติดโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากกาวไหลซึมเข้าช่องลำโพงหรือปุ่มกดอาจสร้างความเสียหายแก่ตัวเครื่องได้

5. ฟิล์มกันรอยแบบด้าน (Matte Film)

ฟิล์มกันรอยแบบด้านทำมาจากพลาสติก มีจุดเด่นที่เนื้อสัมผัสสากเล็กน้อยคล้ายกระดาษ

  • จุดเด่น: ช่วยลดคราบรอยนิ้วมือและคราบมันได้ดีเยี่ยม และช่วยลดแสงสะท้อนบนหน้าจอได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มเกมเมอร์เพราะช่วยให้สัมผัสหน้าจอลื่นไหล ทัชไม่สะดุดขณะเล่นเกม
  • ข้อสังเกต: สีของภาพบนหน้าจอจะดรอปหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิมเล็กน้อย และความคมชัดจะลดลงเนื่องจากเนื้อฟิล์มมีความขุ่น

6. ฟิล์มกันรอยแบบใส (Clear PET / TPU Film)

ฟิล์มพลาสติกแบบดั้งเดิม เน้นความบาง ติดแล้วดูเรียบเนียนเหมือนไม่ได้ติด ช่วยคงความสว่างและสีสันสดใสของหน้าจอเอาไว้ได้ดี หาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูกที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด:

  • ฟิล์มพลาสติก PET: ราคาประหยัด ป้องกันรอยขีดข่วนทั่วไปได้ดี แต่ไม่กันกระแทก และค่อนข้างติดลายนิ้วมือง่าย ต้องคอยเช็ดบ่อยๆ
  • ฟิล์มพลาสติก TPU: มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูงกว่า PET ป้องกันรอยขีดข่วนและลดคราบรอยนิ้วมือได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่ยังไม่เหมาะสำหรับการกันกระแทกเช่นกัน

7. ฟิล์มฟังก์ชันพิเศษ (Privacy & Blue Light Cut)

  • ฟิล์มรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy Film): หรือที่เรียกกันว่า “ฟิล์มกันเผือก” มีคุณสมบัติพิเศษคือ จะมองเห็นหน้าจอได้จากมุมตรงด้านหน้าเท่านั้น หากมองจากมุมข้างจะเห็นเป็นหน้าจอสีดำ ช่วยป้องกันไม่ให้คนข้างๆ แอบมองหน้าจอได้เป็นอย่างดี (ข้อสังเกต: จะทำให้หน้าจอดูดรอปและมืดลงกว่าปกติเล็กน้อย)
  • ฟิล์มถนอมสายตา (Blue Light Cut): มีคุณสมบัติในการช่วยกรองแสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอมือถือได้อย่างน้อย 70% ช่วยลดอาการตาล้าจากการจ้องจอนานๆ และลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม

3 สิ่งสำคัญที่ต้องเช็ก! ก่อนเลือกซื้อฟิล์มกันรอยมือถือ

เพื่อให้ได้ฟิล์มที่ตอบโจทย์การใช้งานยุคปัจจุบันมากที่สุด ก่อนซื้อควรตรวจสอบ 3 ข้อนี้:

  1. เช็กระบบสแกนลายนิ้วมือใต้จอ (Fingerprint Compatibility): สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ มักใช้ระบบสแกนนิ้วใต้หน้าจอ (โดยเฉพาะระบบ Ultrasonic) หากเลือกฟิล์มกระจกที่หนาเกินไป หรือกาวไม่แนบสนิท อาจทำให้สแกนนิ้วไม่ผ่าน หากใช้มือถือระบบนี้ แนะนำให้เลือกฟิล์มไฮโดรเจล, ฟิล์ม AR หรือฟิล์มกระจกแบรนด์ที่ระบุชัดเจนว่ารองรับการสแกนนิ้ว
  2. เช็กเคสโทรศัพท์ที่ใช้ (Case Compatibility): หากคุณใส่เคสกันกระแทกหนาๆ (เช่นแบรนด์ UAG, Rhinoshield) ต้องเลือกฟิล์มประเภท “ไม่เต็มจอ” หรือฟิล์มประเภท “Case-Friendly” เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาขอบเคสเบียดและดันฟิล์มจนเผยอ
  3. เช็กไลฟ์สไตล์การใช้งาน: เลือกฟิล์มให้ตรงกับพฤติกรรมหลักของคุณ เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด

FAQ รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับฟิล์มกันรอยมือถือ

1. ฟิล์ม AR แตกต่างจากฟิล์มด้าน (Matte) อย่างไร?

ฟิล์มด้านใช้วิธีลดแสงสะท้อนด้วยเนื้อผิวที่ขรุขระ ทำให้ภาพมัวและสีดรอป ส่วนฟิล์ม AR ใช้เทคโนโลยีเคลือบสารต่อต้านการสะท้อน (Anti-Reflection) ทำให้ลดแสงสะท้อนได้ดีเยี่ยม โดยที่หน้าจอยังใสเคลียร์ คมชัด และสีไม่เพี้ยน

2. หากสมาร์ตโฟนใช้ระบบสแกนนิ้วใต้จอ ควรเลือกฟิล์มประเภทไหนดีที่สุด?

แนะนำ ฟิล์มไฮโดรเจล หรือ ฟิล์ม AR แบบบาง เพราะเนื้อฟิล์มไม่หนาเกินไป ช่วยให้คลื่นสแกนนิ้วผ่านได้ง่าย หากต้องการใช้ฟิล์มกระจก ต้องเลือกแบรนด์ที่ระบุชัดเจนว่ารองรับระบบ Ultrasonic Fingerprint และควรลงทะเบียนลายนิ้วมือใหม่อีกครั้งหลังติดฟิล์ม

3. ปัญหา “เคสดันฟิล์ม” เกิดจากอะไร และป้องกันได้อย่างไร?

เกิดจากขอบของเคสกันกระแทกที่มีความหนาไปเบียดกับขอบฟิล์มจนลอยและเป็นฟองอากาศ ป้องกันได้โดยการเลือกฟิล์มประเภท Case-Friendly หรือฟิล์มแบบไม่เต็มจอ (มีระยะเว้นขอบ 1-2 มม.) เพื่อให้มีพื้นที่เหลือสำหรับขอบเคส

ช้อปฟิล์มกระจกกันรอย แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับทุกรุ่นที่ OFM

จะเห็นแล้วว่าฟิล์มกันรอยมือถือแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ติดฟิล์มกันรอยครั้งต่อไป ก็อย่าลืมคำนึงถึงคุณสมบัติ รวมไปถึงไลฟ์สไตล์การใช้งาน สำหรับบางคนที่ใช้มือถือแบบไม่ติดฟิล์มด้วยเหตุผลที่ว่าขี้เกียจ ไม่จำเป็น หรือไม่ซีเรียสเรื่องรอย แนะนำว่าอย่าชะล่าใจไป ติดฟิล์มป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าต้องไปเสียเงินซ่อมหน้าจอแพงๆ ทีหลังนะคะ 

อยากติดฟิล์มมือถือ เข้ามาช้อปฟิล์มกระจกกันรอยมือถือได้มาตรฐาน แข็งแรงทนทานระดับ 9H ปกป้องกันรอยได้ดีเยี่ยม มีให้เลือกหลากหลายทั้ง iPhone, Samsung, OPPO และ Vivo รวมถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับมือถืออีกมากมาย คลิกเลยที่ OfficeMate ช้อปวันนี้ ส่งฟรีตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด*

ขอบคุณข้อมูลจาก