Table of Contents

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเดินทางและขับรถผ่านน้ำท่วม เดินทางอย่างไรให้ปลอดภัย รถไม่พังกลางทาง

ช่วงฝนตกหนักหรือเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การเดินทางด้วยรถยนต์ต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ เพราะนอกจากถนนลื่นและทัศนวิสัยที่ลดลงแล้ว บางเส้นทางอาจมีน้ำท่วมขัง หลุมบนถนน หรือกระแสน้ำที่มองจากภายนอกแล้วประเมินได้ยาก หากขับรถผ่านโดยไม่เตรียมตัว อาจเสี่ยงทั้งต่อผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ได้

ดังนั้น ก่อนออกจากบ้านควรรู้ทั้ง วิธีเตรียมตัวก่อนเดินทาง วิธีขับรถผ่านน้ำท่วมอย่างปลอดภัย รวมถึงสิ่งที่ต้องทำหลังรถลุยน้ำ พร้อมเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้ให้พร้อม เพราะในสถานการณ์น้ำท่วม การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่แรกย่อมปลอดภัยกว่าการพยายามฝืนขับผ่าน

Key Takeaways

  • เช็กสภาพอากาศ ระดับน้ำ และเส้นทางก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
  • หากไม่แน่ใจว่าน้ำลึกแค่ไหนหรือมีกระแสน้ำแรง ควรเปลี่ยนเส้นทาง
  • เมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วม ให้ใช้ความเร็วต่ำและรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ
  • เว้นระยะจากรถคันหน้าให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน
  • หากรถดับกลางน้ำ ไม่ควรพยายามสตาร์ตเครื่องซ้ำหลายครั้ง
  • หลังผ่านน้ำท่วม ควรตรวจเบรก ระบบไฟ และความผิดปกติของรถก่อนขับต่อ
  • เตรียมไฟฉาย Power Bank เสื้อกันฝน ร่ม น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาล และของใช้ฉุกเฉินติดรถไว้เสมอ
  • หากเส้นทางมีความเสี่ยง ความปลอดภัยควรมาก่อนการพยายามขับให้ถึงจุดหมาย

ก่อนออกเดินทางช่วงน้ำท่วม ต้องเช็กอะไรบ้าง?

อย่าเพิ่งออกเดินทางทันทีแม้เส้นทางนั้นจะเป็นถนนที่ใช้เป็นประจำ เพราะระดับน้ำและสภาพถนนสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่ฝนยังตกต่อเนื่อง

กรมทางหลวงแนะนำให้ตรวจสอบพยากรณ์อากาศ วางแผนเส้นทางสำรอง เตรียมสิ่งของจำเป็นติดรถ และตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยควรพิจารณาเลื่อนเวลาเดินทางหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

1. เช็กสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่วมก่อนออกจากบ้าน

ก่อนเดินทางควรตรวจสอบทั้ง

  • พยากรณ์อากาศในพื้นที่ต้นทางและปลายทาง
  • จุดน้ำท่วมและถนนที่ปิดการจราจร
  • เส้นทางที่รถยังสามารถสัญจรได้
  • พื้นที่เสี่ยงดินถล่มหากต้องเดินทางผ่านภูเขา
  • เส้นทางสำรองกรณีถนนหลักไม่สามารถใช้งานได้

หากพบป้ายปิดทางหรือเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถผ่านได้ ไม่ควรทดลองขับเข้าไปเอง กรมทางหลวงแนะนำให้ปฏิบัติตามป้ายเตือนและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเส้นทางได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง

2. ตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง

รถที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานช่วยลดความเสี่ยงเมื่อต้องเจอกับฝนตกหนักหรือเส้นทางเปียกลื่น ควรตรวจสอบอย่างน้อย

  • ยางรถยนต์และดอกยาง
  • ระบบเบรก
  • ที่ปัดน้ำฝน
  • ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟฉุกเฉิน
  • แบตเตอรี่
  • ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงหรือแบตเตอรี่รถ EV
  • กระจกและน้ำฉีดกระจก

หากรู้อยู่แล้วว่าต้องเดินทางเข้าใกล้พื้นที่น้ำท่วม ควรเติมน้ำมันหรือชาร์จไฟให้เพียงพอ เพราะอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ

ของจำเป็นติดรถช่วงหน้าฝนและน้ำท่วม มีอะไรบ้าง?

การเตรียมของใช้ฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าช่วยให้รับมือได้ง่ายขึ้นหากรถติดอยู่บนถนนเป็นเวลานาน ต้องเปลี่ยนเส้นทาง หรือจำเป็นต้องลงจากรถในพื้นที่เปียกน้ำ

กรมทางหลวงยกตัวอย่างสิ่งของที่ควรเตรียมติดรถ เช่น ร่ม กระดาษทิชชู่ รองเท้าแตะ ถุงพลาสติก และแบตสำรอง

สำหรับการเดินทางช่วงน้ำท่วม สามารถเตรียมเพิ่มเติมได้ เช่น

ไฟฉายและไฟฉุกเฉิน

เหมาะสำหรับกรณีต้องตรวจรถในที่มืด รถจอดเสีย หรือจำเป็นต้องลงจากรถตอนกลางคืน ควรเลือกไฟฉายที่ให้ความสว่างเพียงพอและมีแบตเตอรี่สำรองติดรถไว้

Power Bank และสายชาร์จ

โทรศัพท์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับดูเส้นทาง ตรวจสถานการณ์น้ำท่วม และโทรขอความช่วยเหลือ จึงไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทาง

เสื้อกันฝนและร่ม

หากรถเสียหรือจำเป็นต้องออกจากรถในช่วงฝนตก การมีเสื้อกันฝนหรือร่มติดรถจะช่วยให้เคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้น

รองเท้าบูทหรือรองเท้าที่เหมาะกับพื้นที่เปียก

ช่วยลดการสัมผัสน้ำโดยตรงเมื่อต้องเดินในพื้นที่เฉอะแฉะ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเดินลงไปในบริเวณที่น้ำไหลแรงหรือไม่สามารถมองเห็นพื้นด้านล่างได้

ถุงพลาสติกและถุงกันน้ำ

ใช้แยกเสื้อผ้าเปียก รองเท้า เอกสาร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงช่วยป้องกันของสำคัญจากความชื้น

กระดาษทิชชู่และผ้าเช็ดทำความสะอาด

มีประโยชน์สำหรับเช็ดมือ เช็ดภายในรถ และจัดการสิ่งสกปรกหลังต้องออกไปสัมผัสพื้นที่เปียกน้ำ

น้ำดื่มและอาหารพร้อมรับประทาน

หากเกิดการจราจรติดขัดหลายชั่วโมงหรือไม่สามารถเดินทางต่อได้ทันที การมีน้ำดื่มและอาหารที่เก็บไว้ได้จะช่วยให้ไม่ต้องออกจากรถโดยไม่จำเป็น

เจอน้ำท่วมข้างหน้า ควรขับต่อหรือกลับรถ?

สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การเร่งเครื่องขับผ่าน แต่คือ หยุดประเมินสถานการณ์

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแนะนำให้ประเมินระดับน้ำ กระแสน้ำ และสภาพเส้นทางก่อนขับผ่าน โดยเฉพาะถนนที่ไม่คุ้นเคย เพราะอาจมีหลุมลึกหรือพื้นถนนเสียหายซ่อนอยู่ใต้น้ำ

หากไม่สามารถประเมินความลึกของน้ำได้ มีน้ำไหลแรง หรือไม่รู้ว่าถนนด้านหน้ามีสภาพอย่างไร การเปลี่ยนเส้นทางเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

น้ำสูงแค่ไหนถึงไม่ควรขับผ่าน?

ไม่มีระดับเดียวที่สามารถใช้กับรถยนต์ทุกคันได้ เพราะรถแต่ละรุ่นมีความสูง ตำแหน่งช่องรับอากาศ และระบบต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ปภ. ระบุว่า หากระดับน้ำสูงถึงบริเวณไฟหน้ารถ ควรหยุดรถประเมินสถานการณ์ และหากน้ำลึกหรือไหลเชี่ยวให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง ไม่ควรขับผ่าน

ดังนั้น หากไม่แน่ใจว่า “รถเราผ่านได้ไหม?” อย่าใช้รถคันหน้าที่ผ่านไปได้เป็นเครื่องยืนยันว่ารถของเราจะผ่านได้เช่นกัน

7 วิธีขับรถผ่านน้ำท่วม หากจำเป็นต้องผ่านจริง ๆ

หากประเมินแล้วว่าน้ำไม่ลึก ไม่ไหลแรง ถนนยังเปิดให้สัญจร และจำเป็นต้องเดินทางผ่าน ควรเพิ่มความระมัดระวังดังนี้

1. ลดความเร็วตั้งแต่ก่อนถึงบริเวณน้ำท่วม

ไม่ควรขับด้วยความเร็วแล้วพุ่งเข้าสู่บริเวณน้ำขัง เพราะอาจทำให้รถเสียการควบคุม น้ำกระเด็นบดบังทัศนวิสัย และสร้างคลื่นน้ำไปกระทบรถคันอื่น

ปภ. แนะนำให้ใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพถนน และลดความเร็วเมื่อขับผ่านแอ่งน้ำ

2. ใช้ความเร็วต่ำและสม่ำเสมอ

เมื่อรถเข้าสู่บริเวณน้ำท่วมแล้วควรขับช้า ๆ และรักษาความเร็วอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง ปภ. แนะนำหลักนี้ทั้งในกรณีน้ำท่วมผิวถนนและน้ำสูงถึงบริเวณท้องรถ

3. เว้นระยะจากรถคันหน้าให้มากขึ้น

ถนนเปียกทำให้ระยะเบรกเพิ่มขึ้น จึงควรเว้นระยะห่างมากกว่าปกติ เพื่อมีพื้นที่สำหรับหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

อย่าขับตามท้ายรถคันหน้าใกล้เกินไปเพียงเพราะต้องการตามเส้นทางของรถคันนั้น

4. ระวังคลื่นจากรถคันอื่น

รถขนาดใหญ่หรือรถที่ใช้ความเร็วสูงสามารถสร้างคลื่นน้ำที่ทำให้ระดับน้ำบริเวณรถของเราสูงขึ้นชั่วขณะได้ ปภ. จึงแนะนำให้ระวังคลื่นน้ำจากรถที่วิ่งสวนมา

5. หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน

โดยเฉพาะขณะขับผ่านแอ่งน้ำ เพราะอาจทำให้รถเสียการทรงตัว ปภ. แนะนำให้ลดความเร็วและหลีกเลี่ยงการเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อขับผ่านบริเวณน้ำขัง

6. ไม่ฝืนไปต่อเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้น

หากขับไปแล้วพบว่าน้ำข้างหน้าลึกกว่าเดิม น้ำเริ่มไหลแรง หรือสภาพเส้นทางไม่ชัดเจน ควรหยุดประเมินสถานการณ์และหาทางออกจากพื้นที่เสี่ยงแทนการพยายามไปต่อ

หลักสำคัญคือ รถเสียสามารถซ่อมได้ แต่ไม่ควรแลกความปลอดภัยกับการพยายามผ่านเส้นทางให้สำเร็จ

7. ปฏิบัติตามป้ายและคำสั่งเจ้าหน้าที่

หากมีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรหรือมีป้ายระบุห้ามผ่าน ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะเห็นรถบางคันสามารถขับผ่านไปได้ก็ตาม

รถดับกลางน้ำท่วม ทำอย่างไร?

หนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อรถดับกลางน้ำคือ พยายามสตาร์ตเครื่องซ้ำหลายครั้งทันที

หากมีน้ำเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ การพยายามสตาร์ตซ้ำอาจเพิ่มความเสียหายได้ ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารก่อน แล้วติดต่อบริการช่วยเหลือหรือรถยกเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบรถ

หากระดับน้ำกำลังเพิ่มขึ้นหรือมีกระแสน้ำแรง อย่าเสียเวลาปกป้องทรัพย์สินภายในรถจนทำให้ตัวเองอยู่ในพื้นที่เสี่ยงนานเกินไป

และหากมีคำสั่งอพยพหรือเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก

หลังขับรถผ่านน้ำท่วม อย่าเพิ่งขับเร็วทันที

แม้ว่ารถจะผ่านพื้นที่น้ำท่วมมาได้แล้วก็ยังไม่ควรกลับมาใช้ความเร็วตามปกติทันที

ควรตรวจสอบการทำงานของเบรกในบริเวณที่ปลอดภัยและใช้ความเร็วต่ำ เพราะระบบเบรกอาจเปียกน้ำ รวมถึงสังเกตความผิดปกติของรถ เช่น

  • เบรกตอบสนองต่างจากเดิม
  • เครื่องยนต์มีเสียงผิดปกติ
  • มีไฟเตือนขึ้นบนหน้าปัด
  • ระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ
  • มีน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ห้องโดยสาร
  • รถสั่นหรือมีเสียงผิดปกติขณะขับ

หากพบความผิดปกติ ควรนำรถเข้าตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งานต่อ

กรมทางหลวงยังแนะนำให้ตรวจเช็กสภาพรถทั้งก่อนและหลังเดินทางในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด

หลังรถลุยน้ำ ควรมีอะไรไว้ทำความสะอาด?

น้ำท่วมขังอาจมีโคลน เศษดิน และสิ่งสกปรกปะปนอยู่ เมื่อต้องเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมจึงควรเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้ล่วงหน้า เช่น

  • ผ้าไมโครไฟเบอร์ สำหรับเช็ดพื้นผิวและภายในรถ
  • กระดาษทิชชู่และกระดาษอเนกประสงค์
  • ถุงขยะ สำหรับแยกของเปียกหรือของสกปรก
  • ถุงมือทำความสะอาด
  • น้ำยาทำความสะอาดพื้นผิว
  • แปรงทำความสะอาด
  • น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมกับพื้นผิว
  • กล่องพลาสติกสำหรับแยกของแห้งและของเปียก

การเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางช่วยให้จัดการกับของเปียก โคลน และสิ่งสกปรกได้ทันทีเมื่อถึงพื้นที่ปลอดภัย

Checklist เตรียมของติดรถก่อนเดินทางช่วงน้ำท่วม

ก่อนออกจากบ้าน ลองเช็กให้ครบว่ามีของเหล่านี้ในรถแล้วหรือยัง

☑ ไฟฉาย
☑ Power Bank
☑ สายชาร์จโทรศัพท์
☑ ร่ม
☑ เสื้อกันฝน
☑ รองเท้าสำหรับพื้นที่เปียก
☑ ถุงพลาสติกหรือถุงกันน้ำ
☑ กระดาษทิชชู่
☑ ผ้าไมโครไฟเบอร์
☑ ถุงมือ
☑ น้ำดื่ม
☑ อาหารพร้อมรับประทาน
☑ ชุดปฐมพยาบาล
☑ ยาประจำตัว
☑ เบอร์โทรฉุกเฉินและบริการช่วยเหลือรถ

อย่ารอให้เจอน้ำท่วมกลางทางแล้วค่อยหาของจำเป็น การจัดชุดฉุกเฉินติดรถไว้หนึ่งชุดและตรวจเช็กเป็นระยะ ช่วยให้พร้อมหยิบใช้ได้ทันทีทั้งในช่วงฝนตก น้ำท่วม รถติด หรือเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินทาง

สรุป ขับรถผ่านน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย?

หลักที่สำคัญที่สุดในการเดินทางช่วงน้ำท่วมคือ อย่าฝืนขับผ่านพื้นที่ที่ไม่สามารถประเมินความปลอดภัยได้

ก่อนออกเดินทางควรตรวจสภาพอากาศและเส้นทาง เตรียมเส้นทางสำรอง ตรวจสภาพรถ และจัดอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถให้พร้อม หากต้องพบกับน้ำท่วมระหว่างทาง ให้ประเมินระดับน้ำและกระแสน้ำก่อนทุกครั้ง หากเส้นทางไม่ปลอดภัยควรเปลี่ยนเส้นทางแทน

แต่หากเป็นน้ำขังที่ประเมินแล้วว่าสามารถผ่านได้ ควรลดความเร็ว รักษาความเร็วอย่างสม่ำเสมอ เว้นระยะจากรถคันอื่น และหลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกะทันหัน หลังผ่านน้ำแล้วควรตรวจสอบการทำงานของรถอีกครั้งก่อนเดินทางต่อ

และก่อนเข้าสู่ช่วงฝนตกหนัก เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินและของใช้จำเป็นไว้ในรถให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟฉาย Power Bank เสื้อกันฝน ร่ม ถุงมือ ถุงพลาสติก ทิชชู่ ผ้าเช็ดทำความสะอาด น้ำดื่ม และชุดปฐมพยาบาล เพื่อให้ทุกการเดินทางพร้อมรับสถานการณ์ไม่คาดคิดได้มากขึ้น

🎁 ลูกค้าใหม่ ช้อปคุ้มรับส่วนลด 10%

กรอกโค้ด ENJOY10 เมื่อช้อปครบ 2,499 บาทขึ้นไป (ลดสูงสุด 2,999 บาท)

  • ช่องทาง: OFM.co.th และ OFM Mobile App เท่านั้น
  • ระยะเวลา: 15 ส.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2569
  • สิทธิ์: จำกัด 1 สิทธิ์ / ใบเสร็จ / รหัสลูกค้า (รวม 500 สิทธิ์ตลอดรายการ)

เงื่อนไขสำคัญ:

  • ยกเว้น: สินค้าขึ้นต้นรหัส Y, สินค้า Marketplace, กระดาษถ่ายเอกสาร, ปริ้นเตอร์/หมึก/โทนเนอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก, อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Flash Drive/Hard Disk), ลูกค้า E-Procurement และไม่สามารถใช้ร่วมกับค่าจัดส่งหรือโปรโมชั่นอื่นได้
  • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และเรียกคืนคะแนน The 1 / ของสมนาคุณ หากมีการยกเลิกคำสั่งซื้อ