เดี๋ยวนี้จะไปคาเฟ่ที่ไหนก็มักจะเจอชาวต่างชาติมานั่งทำงานบน Laptop แบบชิล ๆ เพราะตอนนี้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของ Digital Nomad จากทั่วโลก กรุงเทพฯ เพิ่งได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองยอดนิยมอันดับ 1 สำหรับ Digital Nomad ด้วยซ้ำ
แต่เรื่องที่น่าคิดคือ ชาวต่างชาติบินข้ามโลกมาทำงานในบ้านเรา ในขณะที่คนไทยสายดิจิทัลหลายคนยังนั่งทำงานในออฟฟิศเดิม ๆ ทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ทักษะที่มีอยู่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้
คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า “ถ้าฉันลองทำงานแบบ Digital Nomad บ้างล่ะ?”
บทความนี้จะพาไปรู้จักเทรนด์ Digital Nomad ที่กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของคนทั้งโลก ทำไมไทยถึงเป็นที่นิยมขนาดนี้ และถ้าคุณอยากลอง ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง
Key Highlight
- Digital Nomad คือคนที่ทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตจากที่ไหนก็ได้ และกำลังเติบโตต่อเนื่องทั่วโลก
- ปัจจุบันมีมากกว่า 40 ล้านคน ไม่ใช่แค่นักเดินทาง แต่เป็นมืออาชีพที่เลือกทำงานอย่างอิสระ
- กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับเป็นเมืองยอดนิยมอันดับ 1 ของ Digital Nomad และไทยมีเมืองติด Top 100 ถึง 7 เมือง
- ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนไทยยังคว้าโอกาสนี้ไม่มากนัก
- เทรนด์ใหม่อย่าง Slowmading (อยู่นานเป็นเดือนแทนการย้ายบ่อย) ทำให้ไลฟ์สไตล์นี้มีความจริงจังและยั่งยืนมากขึ้น
Digital Nomad คืออะไร? ง่าย ๆ คือ “ทำงานที่ไหนก็ได้ ขอแค่มี Internet
ไม่ต้องเดินทางรอบโลกก็เป็น Digital Nomadได้
หลายคนพอได้ยินคำว่า Digital Nomad อาจนึกภาพคนแบกเป้เที่ยวรอบโลก นั่งทำงานริมหาด แต่ความจริงแล้ว Digital Nomad แปลง่าย ๆ คือ คนที่ใช้เทคโนโลยีทำงานออนไลน์โดยไม่ยึดติดกับออฟฟิศหรือสถานที่ใดที่หนึ่ง
จะนั่งทำงานในคาเฟ่ย่านทองหล่อ Co-working Space ในเชียงใหม่ หรือแม้แต่ระเบียงคอนโดตัวเองก็นับ ไม่จำเป็นต้องบินไปต่างประเทศ หัวใจสำคัญคือ “อิสระในการเลือกว่าจะทำงานที่ไหน” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำงานสายดิจิทัลหลายคนมีศักยภาพอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่เคยลองใช้
ไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่ Digital Nomadส่วนใหญ่อายุเยอะกว่าที่คิด
ภาพจำเดิม ๆ ที่ว่า Digital Nomad คือวัยรุ่นอยากเที่ยวกำลังเปลี่ยนไป เพราะข้อมูลล่าสุดบอกว่ากลุ่มคนที่เป็น Digital Nomad มากที่สุดคือคนวัย 30-39 ปี ซึ่งเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นสาย IT, Marketing, Design, E-Commerce หรืออาชีพใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับ AI
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังมีครอบครัวที่พาลูกเดินทางไปทำงานและเรียนออนไลน์ไปพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เรียกว่า Digital Nomad ปี 2026 มีหน้าตาหลากหลายกว่าที่เคยคิดกันเยอะ
เทรนด์ Digital Nomadปี 2026 ที่น่ารู้
Slowmading — เลือกฐานที่มั่น แล้วอยู่ยาวแบบจริงจัง
- ไม่ต้องย้ายเมืองทุกสัปดาห์ แต่อยู่เมืองเดียว 3–6 เดือน
- ค่าที่พักถูกลงเมื่อเช่าระยะยาว
- ไม่ต้องเหนื่อยแพ็คกระเป๋าบ่อย
- สร้างความสัมพันธ์และเข้าใจพื้นที่ได้ลึกขึ้น
- ตัวอย่าง: อยู่เชียงใหม่ 3 เดือน ค่าครองชีพต่ำกว่า บรรยากาศดี ได้ลองใช้ชีวิตใหม่
Tethered Nomadism อิสระได้ แต่ยังเชื่อมต่อทีม
- บริษัทเปิดให้ทำงานจากที่ไหนก็ได้ หากยังเข้าประชุมสำคัญ
- ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน
- เหมาะกับสายงานดิจิทัลที่วัดผลจากผลงาน
- เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการขอ Remote 2–3 วันต่อสัปดาห์
- หลายบริษัทไทยเริ่มเปิดรับแนวคิดนี้มากขึ้น
Gen Z กำลังเปลี่ยนเกมการทำงาน
- โตมากับเทคโนโลยีและ AI
- ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ชีวิตมากกว่าแค่ตำแหน่งงาน
- นิยมเป็น Freelancer หรือทำธุรกิจออนไลน์ตั้งแต่อายุน้อย
- มองการทำงานที่ไหนก็ได้เป็นเรื่องปกติ
- เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกระแส Digital Nomad
ทำไมชาวต่างชาติถึงเลือก “ไทย” เป็นฐานทำงาน?
กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมือง Digital Nomadของโลก แล้วคนไทยรู้ตัวหรือยัง?
สิ่งที่น่าภูมิใจ (และน่าคิด) คือกรุงเทพฯ เพิ่งได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองยอดนิยมอันดับ 1 ของ Digital Nomad ทั่วโลกประจำปี 2025 และไทยยังมีเมืองติดอันดับมากที่สุดในโลกถึง 7 เมือง ได้แก่ กรุงเทพฯ, โคราช, เชียงใหม่, เกาะพะงัน, เกาะลันตา, ภูเก็ต และกระบี่
ชาวต่างชาติบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานที่นี่ แต่คนไทยหลายคนกลับไม่เคยคิดว่าเมืองที่ตัวเองอยู่คือเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการทำงานแบบอิสระ
วีซ่า DTV — ไทยเปิดประตูต้อนรับ Digital Nomadอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลไทยก็เห็นโอกาสนี้เช่นกัน จึงออกวีซ่า DTV (Destination Thailand Visa) สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการมาทำงานทางไกลในไทยโดยเฉพาะ พำนักได้สูงสุด 180 วันต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเทรนด์ Digital Nomad ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นทิศทางที่ประเทศกำลังเดินไป
คำถามคือ เมื่อบ้านเราเปิดรับ Digital Nomad จากทั่วโลก แล้วคนไทยเองจะคว้าโอกาสนี้ด้วยไหม?
ถ้าอยากลองเป็น Digital Nomadจะเตรียมตัวยังไงดี?
ข่าวดีคือ การเริ่มต้นเป็น Digital Nomad ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ต้องลาออก ไม่ต้องบินไปต่างประเทศ แค่เริ่มจากการเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อม ก็ลองได้เลย
สำรวจตัวเองก่อน งานที่ทำอยู่ ทำจากที่อื่นได้ไหม?
ถามตัวเองง่าย ๆ ว่า “ถ้าพรุ่งนี้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ฉันยังทำงานได้ไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ได้” แสดงว่าคุณมีศักยภาพที่จะเป็น Digital Nomad อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนทำ Content, Designer, Marketer, Developer, คนขายของออนไลน์ หรือแม้แต่คนสอนพิเศษผ่าน Zoom
ถ้าคำตอบคือ “ยังไม่ได้” ก็ไม่ใช่ทางตัน ลองพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ตลาดต้องการ เช่น AI Tools, Content Creation หรือ Digital Marketing ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้และเปิดประตูสู่การทำงานที่ไหนก็ได้
อุปกรณ์ที่ใช่ = ออฟฟิศที่พร้อม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
เมื่อออฟฟิศของคุณไม่ใช่โต๊ะเดิมอีกต่อไป อุปกรณ์ที่ดีคือสิ่งที่ทำให้คุณทำงานได้อย่างมืออาชีพจากทุกที่ ไม่ต้องเยอะ แค่ครบก็พอ
หูฟังตัดเสียง — อุปกรณ์ที่ไม่ได้ “ควรมี” แต่ “ต้องมี” เพราะเวลาประชุมออนไลน์จากคาเฟ่หรือ Co-working Space เสียงรอบข้างคือสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้มารบกวนการสื่อสาร โดยหูฟังตัดเสียงช่วยให้คุณโฟกัสทำงานหรือคุยงานได้แม้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
หูฟังบลูทูธ Jabra Elite 4 ANC True Wireless Earbuds
หูฟังครอบหูไร้สาย Sony WH-CH720N Wireless Headphones หูฟังตัดเสียงรบกวน – Blue
หูฟังครอบหูไร้สาย Wireless Noise Cancelling Headphones หูฟังตัดเสียงรบกวน Sony WH-1000XM5 – Silver
ดูเพิ่มเติมใน หูฟัง
Power Bank ความจุสูง สำหรับวันที่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งวัน Power Bank คือตัวช่วยให้คุณไม่พลาดงานสำคัญเพียงเพราะแบตหมด คิดซะว่ามันคือ “ปลั๊กพกพา” ที่ Digital Nomad ทุกคนควรมีติดกระเป๋า
UVOLT แบตสำรอง Power Bank มีสายในตัว รุ่น UVP20AC-02 ความจุ 20,000mAh
XIAOMI พาวเวอร์แบงค์ กำลังไฟ 212W ความจุ 24500 mAh
ดูเพิ่มเติมใน พาวเวอร์แบงค์
Workspace พกพา เล็กแต่เปลี่ยนชีวิตการทำงานได้เลย
Laptop Stand พกพา เป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ เพราะถ้าคุณนั่งก้มหน้าจ้องจอ Laptop ทั้งวันโดยไม่ยกหน้าจอขึ้น รับรองว่าอาการปวดคอ ปวดหลังจะตามมาไม่นาน Laptop Stand ช่วยยกจอให้อยู่ระดับสายตา ทำงานได้นานขึ้นโดยไม่ทรมาน
DELI แท่นวางโน๊ตบุ๊คพกพา รุ่น VS6111 สีดำ
Keyboard & Mouse ไร้สาย คู่หูที่ต้องใช้คู่กับ Laptop Stand เพราะเมื่อยกจอขึ้นแล้ว คุณต้องมี Keyboard และ Mouse แยกเพื่อให้ท่าทางการนั่งทำงานถูกสรีระ ลดอาการปวดข้อมือ แถมยังพกพาสะดวก เปลี่ยนทุกโต๊ะให้กลายเป็นมุมทำงานที่สบายได้ในไม่กี่วินาที
คีย์บอร์ดไร้สาย Logitech K650 สีดำ
เมาส์แนวตั้งเพื่อสุขภาพ Ergotrend ERGO MOUSE01
ดูเพิ่มเติมใน อุปกรณ์เสริมคอมพิวเตอร์
คำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับ Digital Nomad
Q1: Digital Nomadกับ Remote Work ต่างกันยังไง?
A: Remote Work คือการทำงานจากที่ไหนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักหมายถึงการทำงานจากบ้าน ส่วน Digital Nomad คือคนที่เปลี่ยนสถานที่ทำงานไปเรื่อย ๆ ตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ
Q2: คนไทยเป็น Digital Nomadได้ไหม? ต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติเท่านั้นเหรอ?
A: ได้แน่นอน ไม่จำเป็นต้องทำงานกับต่างชาติ Freelancer ที่รับงานออนไลน์ เจ้าของร้านค้า E-Commerce คนทำ Content Creator หรือแม้แต่พนักงานบริษัทไทยที่มีนโยบาย Work from Anywhere ก็เป็นได้ทั้งนั้น
Q3: กลัวว่าทำงานนอกออฟฟิศแล้วจะไม่โปรดักทีฟ ทำยังไงดี?
A: เคล็ดลับคือ “สร้างระเบียบให้ตัวเอง” กำหนดเวลาทำงานชัดเจน หาสถานที่ที่มี Internet เร็วและเงียบพอ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม แล้วจะพบว่าหลายคนทำงานได้ดีกว่าในออฟฟิศด้วยซ้ำ เพราะได้เลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับตัวเอง
Digital Nomadไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าคุณเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้
ชาวต่างชาติกว่า 40 ล้านคนทั่วโลกเลือกทำงานแบบ Digital Nomad แล้ว หลายล้านคนเลือกมาทำงานที่ไทย ในขณะที่คนไทยสายดิจิทัลจำนวนมากมีทักษะพร้อม มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่ยังไม่เคยลองก้าวออกมา
ไม่ว่าคุณจะอยากเป็น Digital Nomad เต็มตัว หรือแค่อยากลองทำงานจากคาเฟ่สักวัน อยากย้ายไปทำงานที่เชียงใหม่สักเดือน หรือแค่อยากจัดมุมทำงานที่บ้านให้พร้อมกว่าเดิม ทุกอย่างเริ่มต้นที่ “การเตรียมตัว” ทั้งทักษะ แผน และอุปกรณ์
💡 OFM เข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าคุณจะทำงานจากที่ไหน OFM พร้อมสนับสนุนด้วยอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การทำงานแบบ Anywhere Office ตั้งแต่ Gadget, อุปกรณ์ Ergonomic ไปจนถึงทุกสิ่งที่ช่วยให้คุณเปลี่ยนทุกมุมเป็นออฟฟิศได้ ช้อปเลยที่ OFM
ดีลสุดพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่! 🔥
🛍️ ซื้อครบ 999.- ใส่โค้ด “NEW10” รับส่วนลด 10% (สูงสุด 1,000 บาท)
💥รับคะแนน The 1 X3 (1,000 บาท)
🎯 ยิ่งช้อป ยิ่งลด! อย่าพลาดดีลสุดคุ้มวันนี้!
📌 ช้อปเลย 👉 https://www.ofm.co.th

